มารู้จักมักคุ้นพร้อมกับฮีตเตอร์กันเถอะ

heater 2

หลายคนอาจรู้จักกับฮีตเตอร์กันไปแล้วนะขา แต่กระนั้นฮีตเตอร์ คือวัสดุอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่ใช้ในการเลี้ยงดูปลาสวยงาม มีรูปทรงเป็นแท่งแก้วใสๆ ยาวๆ ด้านในมีขดลวดทำหน้าที่สร้างความร้อน ปัจจุบันนี้โดยมาก จะเป็นระบบดำเนินงานอัตโนมัติ ดำเนินงานครั้นน้ำในตู้ปลามีอุณหภูมิต่ำ แต่ถ้าพออุณหภูมิสูงขึ้นเจ้าฮีตเตอร์ก็ตัดทอนการปฏิบัติงานอัตโนมัติ และถือเป็นวัสดุอุปกรณ์อีกอย่างหนึ่งที่เรามิพึงจะไม่เอาใจใส่ เนื่องจากว่าผลประโยชน์ของเจ้าฮีตเตอร์มันมีอยู่หลายอย่าง ตัวอย่างเช่นการช่วยรักษาพยาบาลโรคบางชนิดได้ หรือไม่ก็จะช่วยเหลือในช่วงฤดูหนาว

การใช้ฮีตเตอร์แค่ตั้งอุณหภูมิที่เหมาะสมกับปลาชนิดนั้นๆ แล้วเอาฮีตเตอร์ไปติดไว้ข้างๆตู้ ให้ฮีตเตอร์อยู่ในขั้นที่ยุบมิดน้ำ แล้วเสียบปลั้กก็ใช้ได้เลยครับผมเหมาะสมระวัง ก็คือ ช่วงเสียบปลั้กฮีตเตอร์ แล้วห้ามหยิบยกขึ้นมาเหนือน้ำครั้นเมื่อแก้วไปรองรับความร้อนมากจนกระทั่งได้ระดับ ก็จะเดาะ ไม่ก็ แตกได้ไม่ยังงั้นเผื่อว่าฮีตเตอร์แตกขึ้นมาตอนอยู่ภายในตู้ปลานะครับ วัยหนุ่มวัยสาวเบื่อหน่ายเลยละค่ะ โอ้ย มิอยากนึกถึง ส่วนกระบวนการบวกลบคูณหาร ฮีตเตอร์ที่เหมาะสมกับตู้ปลาของคุณก็ เป็น 1 วัตต์ / น้ำ 1 ลิตร เสนอแนะให้ใช้ปรอทตรวจวัดอุณหภูมิพร้อมกันไปพร้อมกับการใช้ฮีตเตอร์ด้วยซ้ำ ถ้าว่าเกิดฮีตเตอร์เกิดเสียขึ้นมาน้ำร้อนแปลกประหลาด เราก็อาจจะดึงปลั้กออกได้ทัน

มองเห็นมั้ยละว่าฮีตเตอร์เพื่อปลาก็มีสาระสำคัญค่อนข้างจะมากเลยละ ภายในการใช้งานเนี้ยจำต้องใช้ดีๆเลยนะ

heater 3

Posted in สินค้า | Tagged , , | Comments Off on มารู้จักมักคุ้นพร้อมกับฮีตเตอร์กันเถอะ

การติดตั้งตำแหน่งของโต๊ะทำงาน

โต๊ะทำงาน 1

ตำแหน่งของโต๊ะทำงานที่ดีควรหันหลังพิงผนังสำหรับส่งเสริมความหนักแน่นในหน้าที่การทำงาน เปรียบเหมือนมีผู้หลักผู้ใหญ่คอยให้ความเจือจุนอยู่สม่ำเสมอ อาจจะมองหารูปถ่ายภูผาหรือว่าหนังสือรับรองทางการศึกษาเล่าเรียนมาตกแต่งวางบนผนังที่ตั้งข้างหลัง เพื่อจะเสริมความคงตัวแข็งแกร่งและความเป็นผู้นำ ไม่ควรวางโต๊ะทำงานหันข้างหลังหรือว่าหันด้านข้างๆให้กับประตู เนื่องด้วยเวลาคนเดินผ่านไปมาจะสามารถแลเห็นได้ว่ากำลังทำอย่างไรอยู่ ไม่มีสมาธิในการทำงาน ถูกให้ร้ายปรักปรำ โดนแทงข้างหลังและความลับรั่วไหล ต้องแก้ไขปัญหาด้วยการใช้ม่านมาแบ่งระหว่างโต๊ะทำงานกับประตู เพื่อที่จะให้คนที่เดินเข้ามาไม่สามารถมองเห็นเราในทันที

นอกจากนี้พื้นที่ส่วนหลังของโต๊ะทำงานไม่ควรเป็นทางเดินหรือว่าเป็นกระจกใส เนื่องด้วยทำให้วอกแวกในการทำงาน ขาดคนดูแลสนับสนุนคุ้มครองอย่างจริงใจ หน้าที่การงานไม่มั่นคง และเผื่อว่ากำแพงมีร่องรอยขรุขระควรนำตู้เอกสาร ม่าน มู่ลี่ หรือ ภาพถ่ายทิวทัศน์มาบดบังไว้ โต๊ะทำงานของผู้บังคับการหรือหัวหน้าควรจะจะอยู่ทางส่วนหลังสุดเพื่อจะสามารถมองดูการทำงานของลูกน้องได้

เนื่องด้วยส่วนหน้าของโต๊ะทำงานต้องหันไปในทิศที่เป็นมงคล แต่ทว่าบางครั้งหากที่ตั้งไม่เป็นใจก็ควรจะนั่งหันหน้าเข้าหาทางเข้าออกจะดีที่สุดเพื่อจะให้สามารถมองเห็นคนที่กำลังจะเคลื่อนที่เข้ามาภายในห้องได้อย่างชัดเจน หรือว่าอาจจะหันหน้าไปในทิศทางที่โปร่งโล่งสามารถมองเห็นวิวหรือบรรยากาศนอกบ้านก็จะทำให้เกิดความนึกคิดรังสรรค์ ช่วยบรรเทาความอ่อนเพลียล้าในระหว่างการทำงาน ควรจะหลบหลีกการวางโต๊ะทำงานที่หันหน้าเข้าไปฉากเพราะว่าจะทำให้ข้อคิดเห็นติดขัด ขาดความคิดค้น ขาดวิสัยทัศน์ และขาดลู่ทางที่ดี

โต๊ะทำงานไม่ควรอยู่ข้างหน้าสุขาตรงกับประตูห้องน้ำหรือไม่อยู่ติดชิดกับเสาเพราะว่าจะทำให้มีแต่เรื่องวิตกกังวล ถูกคาดคั้นและป่วยไข้อยู่เป็นประจำ ควรจะหาฉากหรือมู่ลี่มากั้นไว้ อีกทั้งบริเวณขวามือไม่ควรเป็นทางเดินเพราะจะทำให้คนที่นั่งทำงานอยู่รู้สึกไม่มีความสุข อยากเคลื่อนไหว อยากเปลี่ยนงานหรือมีงานล้นมือมากจนเกินไป

Posted in สินค้า | Tagged | Comments Off on การติดตั้งตำแหน่งของโต๊ะทำงาน

การจัดทำร้านค้าโดยใช้ชั้นวางของซื้อของขาย

ร้านค้าวางขายผลิตภัณฑ์ส่วนมากมักมีผู้ขายซึ่งเป็นต้นตำรับการงานเอง หรือว่าบางร้านค้าอาจมีการจ้างผู้ปฏิบัติงานขายของโดยเฉพาะเพื่อทำหน้าที่คอยพินิตให้คำขยายความต่างๆ แก่ผู้ใช้ หากเป็นร้านขายของขนาดใหญ่มีสินค้าหลายอย่างย่อมทำให้ต้องมีบุคลากรค้าจำนวนมาก การจัดทำให้เสร็จร้านจึงมีจุดสำคัญมาก น่าจะคำนึงถึงสิ่งจากนี้ไป

แสงสว่างชั้นในร้าน สมมุติเราเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นร้านขายของลิขสิทธิ์จากต่างชาติ เช่น 7-Eleven เราจะเห็นได้ว่ามีความสว่างทั่วทั้งร้านขายของจากแสงไฟฟ้าที่ร้านได้ติดเอาไว้ แสงสว่างธรรมชาติ หรือแสงแดดมักไม่เพียงพอและทำความเสียหายให้แก่สินค้า เพราะฉะนี้การใช้แสงไฟฟ้า แม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงแต่ก็ชักชวนลูกค้าให้เข้ามาซื้อสินค้าได้มากกว่าร้านที่ดูมืดๆ หากสินค้าตัวใดมุ่งหมายให้ผู้ใช้สนใจเป็นพิเศษควรใช้สปอร์ตไลท์เพ่งมองเรียกการฝักใฝ่แสงไฟ ชั้นในร้านค้าควรเลือกสรรใช้แสงจากหลอดฟลูโอเรสเซนท์ แต่ก่อนปลงใจเรื่องแสงสว่างควรรู้ว่าค่าไฟฟ้าจะเป็นสักเท่าไหน และใช้กระแสไฟฟ้ากี่ดวงถึงจะคุ้มค่ากับการวางขายของซื้อของขายด้วย

การตกแต่งสีข้างนอกพร้อมด้วยภายในร้านขายของ เว้นเสียแต่การทาสีร้านค้าให้ผ่องใสสว่างน่ารักแล้ว สีของบรรจุภัณฑ์และตัวสินค้าก็สามารถนำมาตกแต่งให้ร้านค้าดูดีขึ้นได้ จะต้องจัดชั้นวางโดยให้ผู้คนเห็นผลิตภัณฑ์ แน่ชัดและสวย แต่ก็ไม่ควรนำของซื้อของขายที่ต่างชนิดกันแต่สีเดียวกันมาวางไว้พลอยเข้าด้วย เพราะจะทำให้ดูเหมือนกันไปหมด จึงควรแยกแยะของซื้อของขายที่มีสีสรรเช่นกัน แต่ต่างชนิดกันเรียงไว้ต่อๆ กัน เพื่อให้เห็นความต่าง

ชั้นวาง

การจัดวางของซื้อของขายบริเวณทางเข้าร้าน โซนใกล้ ๆ ทางเข้าร้านเป็นที่เหมาะสำหรับจัดวางผลิตภัณฑ์ที่ต้องการอธิบายวางขายเป็นพิเศษ เพราะเป็นที่ที่ผู้บริโภคทุกคนต้องเดินผ่านเข้าออก การจัดของซื้อของขายไว้บริเวณนี้จึงทำให้โดดเด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาณาบริเวณโต๊ะชำระเงินที่ผู้บริโภคเข้าแถวรอที่จะวางเงิน ควรหาของชิ้นเล็กๆ ที่ผู้บริโภคอาจลืมซื้อมาจัดวางไว้

Posted in สินค้า | Tagged , | Comments Off on การจัดทำร้านค้าโดยใช้ชั้นวางของซื้อของขาย

ติว ged อย่างไรให้ได้ผลมาก

ขบวนการขั้นแรกเราต้องเริ่มรู้จักกับ GED  ก่อน ว่าเป็นการสอบที่เท่าเทียมกับวุฒิการเล่าเรียนระดับม.ปลายในไทย ตามคอร์สการเรียนรู้ของอเมริกา ที่ยอมรับในการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีภาคภาษาอังกฤษ เด็กนักเรียนอาจรู้จักมักจี่ GED ในคำอื่น อาทิ High School Diploma, Equivalent M.6, Accredited เป็นอาทิ

ครั้นผ่านการทดสอบ GED ครบถ้วนทั้ง 5 วิชา นักศึกษาจะได้วุฒิการศึกษาเล่าเรียนโดยผ่านการตกลงจาก กระทรวงศึกษาธิการ  ก่อนหน้าการสอบ GED นั้นจะถูกจัดโดย Prometric ซึ่งอาจสอบได้ในหลายๆ ดินแดนรวมถึงไทย แต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ GED ได้ถูกย้ายที่เข้าสู่ระบบการดูแลใหม่ภายใต้ Pearson นั่นเอง ซึ่งจะอาจจะใช้ GED ยื่นเข้าลงสมัครเข้าชั้นเรียนในมหาวิทยาลัยนานาประเทศภายในไทยได้ เช่น วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฯลฯ

การเรียนหรือการติว ged อาจมีหลายกระบวนการในการลงสมัคร การเล่าเรียนก็ใช้เวลาไม่ต่างจากการศึกษาเล่าเรียนในระดับปริญญาตรีเลยละขา หากเราอยากศึกษาก็ต้องใช้ความสามารถเท่าที่มีในการศึกษาต่อไป ก็เพราะว่าการศึกษาเล่าเรียน การเล่าเรียนนั้นมันเป็นกลาง ถือเป็นความช่ำชองชีวิต สมมติว่าเราก้าวย่างข้ามผ่านพ้นได้ ภายภาคหน้าในอนาคตก็จะสามารถย่างก้าวไปได้เช่นเดียวกัน เมื่อเรามีเป้าหมายตั้งเป้าไว้อย่างแน่แท้ การเรียนรู้จบจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่gedthaiอไป

มองเห็นกันไหมละค่ะว่าการที่เราจะเรียนอะไรที่อาจจะไม่ใช่ในระดับปริญญา แต่เรามีความมุ่งหมายที่แน่นอนผลสำเร็จนั้นอาจอยู่ไม่ไกลเลยแน่ๆ ใครๆล้วนมีความใส่ใจที่ผิดแผกแตกต่างกันออกไป การเจริญรุ่งเรืองในอาชีพการงานภายหลังจบจึงต้องผิดแผกแตกต่างกันออกไปด้วย เรามาลองเริ่มทำย่างก้าวตามความใฝ่ฝันความมุ่งหมายกันเป็นต่อนะค่ะ ไม่สายเกินไปที่จะย่างก้าวไปด้วยกัน

Posted in การศึกษา | Tagged , | Comments Off on ติว ged อย่างไรให้ได้ผลมาก

เด็กที่เติบโตแบบได้รับความรักเต็มที่เขาจะรับรู้อารมณ์ได้เร็วกว่าคนอื่น

2ช่วงวัย 0-12 เดือน ทฤษฎีฝรั่งกล่าวว่ามนุษย์เราเกิดมาเป็นสิ่งที่อ่อนแอที่สุดในโลกไม่สามารถคลานไปหาอาหารกินได้เหมือนสัตว์ชนิดอื่นๆ พ่อแม่คือคนสำคัญที่จะทำให้เขาเติบโตขึ้นมาได้ และสัมผัสแห่งความรักเหมือนเป็นน้ำหล่อเลี้ยง เติบโตงอกงามเป็นคนที่สมบูรณ์ หากเด็กวัย 0-12 เดือน ได้รับความรักเต็มที่แล้ว เด็กจะมีแนวโน้มเติบโตมาเป็นเด็กดีมากขึ้น การวิจัยด้านจิตวิทยาเด็ก พบว่า เด็กที่ผูกพันกับแม่จะมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา เด็กกลุ่มที่ผูกพันกับแม่มากๆ เพราะแม่คือสัมผัสแห่งรัก หรือคนที่รักเขาได้เท่ากับแม่ความรักที่ทารกได้รับเขาจะเติบโตมาอย่างรักคน อื่นเป็น เห็นอกเห็นใจผู้อื่น

เด็กที่เติบโตแบบได้รับความรักเต็มที่เขาจะรับรู้อารมณ์ได้เร็วกว่าคนอื่น เขาจะรู้เร็วว่าคนนี้โกรธเขาอยู่ เพราะสิ่งที่เขาทำนั้นไม่ถูก เด็กจะไม่ทำผิด เพราะกลัวว่าคนที่เขารักจะเสียใจ ยิ่งเมื่อเด็กโตขึ้นคนรอบข้างก็จะยิ่งมีความสำคัญกับเขาไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นคนดีโดยนิสัย คือ ทำผิดแล้วรู้สึกละอาย ความรู้สึกจะค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวเรื่อยๆ แม้ทารกจะเล็กมาก แต่ทารกไม่ได้จดจำได้ว่าเป็นสัมผัสจากคนนี้ แต่สัมผัสความรักจะไปหล่อเลี้ยงฝังรากลึกในสมองและร่างกาย สำหรับทฤษฎีฝรั่งที่นำมาปรับใช้ให้เหมาะกับคนไทยนั้น พ่อแม่จะต้องศึกษาลงลึกให้ถึงแก่นที่ถูกต้อง และเลือกปรับใช้ให้เหมาะกับสังคมและบริบทของคนไทย

ผู้ใหญ่บางคนบอกว่า อย่าอุ้มเด็กเยอะเดี๋ยวติดมือ ลูกร้องอย่าเพิ่งไปโอ๋ เด็กจะได้รู้สึกรอหรืออดทนนี่คือทฤษฎีไทย แต่ทฤษฎีฝรั่งให้อุ้ม ลูกเราอุ้มไปเหอะ การอุ้มคือสัมผัสร่างกายที่เด็กโหยหาตลอด คือสัมผัสแห่งรัก คือการเติมเต็ม เมื่อทารกร้องแม่ต้องเข้าไปอุ้ม ถ้าไม่อุ้มทารกจะคิดว่า ฉันไม่มีค่าพอให้อุ้มเลยหรือ ทารกร้องไม่อุ้มเหมือนความต้องการของเขาไม่ถูกเติมเต็ม ยิ่งวัยขวบปีแรกยิ่งต้องเต็ม เมื่อความรักเขาเต็มที่ แล้วเขาก็จะสามารถหยิบยื่นความรักให้คนอื่นได้ รักตัวเองในแบบไม่ต้องโตไปต้องให้เพื่อนยอมรับ ไม่ต้องติดยาเหมือนเพื่อน แต่ถ้าเด็กไม่รู้สึกอิ่มความรักตั้งแต่แด็ก พ่อแม่ยังไม่ยอมรับเขา เขาจะออกไปหาการยอมรับจากเพื่อน เพราะเขาหาเองไม่ได้จากบ้าน อยากให้ลูกน้อยหัดรอ แต่ไม่ใช่อายุเท่านี้ การโอ๋ไม่ใช่การตามใจ คำว่าโอ๋คือเรากำลังช่วยให้เขารู้สึกดีกับความรู้สึกไม่ดีที่เกิดอยู่ภายใน ทารกเกิดความทุกข์เขาจึงร้องไห้ โอ๋เพื่อช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้น แอนนี่ให้อายุ 0-3 ขวบสำคัญ แต่ 0-12 เดือนสำคัญที่สุด อย่างทฤษฎีตะวันตกให้แยกห้องนอนตั้งแต่ลูกอายุ 3-6 เดือน แต่เมื่อพ่อแม่ไทยเลือกที่จะแยกก็ต้องยอมรับด้วยว่า ลูกเมื่อโตขึ้นเขาจะแยกครอบครัวออกไปเร็วมากๆ

Posted in อินเตอร์เน็ต | Comments Off on เด็กที่เติบโตแบบได้รับความรักเต็มที่เขาจะรับรู้อารมณ์ได้เร็วกว่าคนอื่น

ความล้มเหลวในชีวิตของเด็กและเยาวชนเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจ

14ในปัจจุบันเด็กและเยาวชนยังมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสังคมมากมาย เช่น ติดการพนัน ติดเกม การมั่วสุ่มในหอพัก ไม่ชอบไปโรงเรียน หนีเรียน ทะเลาะ ชกต่อย หมกหมุ่นกับสื่อที่ไม่สร้างสรรค์มีปัจจัยดังนี้  ครอบครัวเป็นสภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพและพฤติกรรมของเด็กเยาวชน พฤติกรรมที่เป็นปัญหาของเด็กและเยาวชนเป็นผลมาจากการเลี้ยงดูด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสมส่งเสริมให้แสดงออกในทางที่ไม่ถูกต้องปล่อยปละละเลยเรียนรู้การใช้ความรุนแรงจากสมาชิกในครอบครัวครอบครัวแตกแยกผู้ปกครองบีบบังคับ กดดันและคาดหวังในตัวเด็กเกินกว่าความเป็นจริงไม่มีบรรยากาศทีสร้างความรัก ความอบอุ่น ความสมัครสมานสามัคคีเติบโตในท่ามกลางความสับสนไม่มีความหวัง  ขาดการอบรมบ่มนิสัยและไม่มีจุดหมายปลายทางในชีวิต

โรงเรียนเป็นบ้านหลังที่สองของเด็กเป็นบ่อเกิดของคุณงามความดีโดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพ ความรู้ ความสามารถของเด็กและเยาวชนให้ทรัพยากรมนุษย์ท่มีคุณค่าของสังคม แต่โรงเรียนจำนวนไม่น้อยยังขาดความพร้อมที่จะทำให้เด็กและเยาวชนเป็นคนที่สมบรูณ์ตามความมุ่งหวังของสังคมจากาติดตามพบว่า โรงเรียนขาดการดูแลเอาใจใส่นักเรียนอย่างจริงจังขาดการจัดการที่เหมาะสมต่อการพิทักษ์ ปกป้อง คุ้มครองและการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ได้อย่างเท่าทัน  ทั่วถึง  ถูกต้องและเป็นธรรม จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล  ให้ความสำคัญกฏระเบียบมากกว่าชีวิตจิตใจของนักเรียน  พัฒนาผู้เรียนโดยไม่คำนึงถึงองค์รวมตลอดถึงการจัดการแก้ปัญหาของนักเรียน โดยขาดการมีส่วนร่วม  และยังเลือกใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาพฤติกรรมนักเรียน

ความล้มเหลวในชีวิตของเด็กและเยาวชนเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และต้นทุนทางความรู้สึกของผู้ปกครองอย่างประเมินค่าไม่ได้ สังคมไทยยังละเลยต่อการจัดระเบียบแบบแผนในชุมชน  ชุมชนอ่อนแอขาดสัมพันธภาพที่ดีระหว่างสมาชิกในสังคมต่างคน ต่างอยู่ เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ปล่อยให้มีการแสวงหาผลประโยชน์จากเด็กและเยาวชน ยอมรับการเติบโตและขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่สร้างสรรค์ ละเลยต่อปัญหาของเด็กและเยาวชน ยอมรับการเติบโตและขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่สร้างสรรค์ละเลยต่อปัญหาของเด็กและเยาวชน ไม่ให้ความสำคัญต่อท่าทีของเด็กและเยาวชน มองเด็กและเยาวชนที่มีประสบปัญหาด้วยทัศนะและท่าทีที่ตอกย้ำซ้ำเติม

Posted in อินเตอร์เน็ต | Comments Off on ความล้มเหลวในชีวิตของเด็กและเยาวชนเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจ

การส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาของเด็กวัย 3-4 ปี

12

พัฒนาการทางภาษาเด็กอายุ 3 – 4 ปีช่างพูดจา มีเหตุมีผลชอบใช้คำถามว่า อะไร อย่างไร ทำไม เมื่อไรเข้าใจภาษาพูดง่ายๆ ของผู้ใหญ่ แต่จะยังไม่เข้าใจในสิ่งที่มองเห็น ยังไม่เข้าใจความหมาย คำสั่งหรือคำขอร้องจากผู้ใหญ่พัฒนาการทางภาษาเจริญเร็วมาก จะตั้งคำศัพท์ใหม่ๆ หรือเรียกชื่อสิ่งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนได้ เด็กบางคนจะคิดคำพูดสร้างท่วงทำนองการพูด และทำเสียงแปลกๆ และชอบใช้คำว่า “สมมติว่า…” รู้จักและเข้าใจคำศัพท์ เช่น คำบอกตำแหน่ง คำบอกกาลเวลา คำบอกความรู้สึกและความคิดที่เป็นนามธรรมได้ เช่น ดี เหนื่อย หนาว ร้อน อุ่น และรู้จักการปฏิเสธจะรู้จักนำเอาคำศัพท์มาเรียงเป็นคำพูด และจะพูดได้ยาวขึ้น มีกฏเกณฑ์ทางไวยากรณ์มากขึ้น เรียงประโยคได้ถูกต้องบางคนที่เคยพูดช้าหรือไม่ค่อยพูดตอนอายุ 2 ปี จะพูดเยอะมาก กลับกันบางคนอาจจะพูดติดอ่างเด็กจะเริ่มหัดอ่าน ยังไม่มีอารมณ์ร่วม และยังอ่านเรื่องตลกไม่เข้าใจ

เด็กมักสงสัยและมีคำถามมากมาย ควรตอบคำถาม ด้วยคำตอบง่ายๆ สั้นๆ และใช้ภาษาที่ถูกต้องอ่านหนังสือให้เด็กฟัง และใช้หนังสือภาพ มาประกอบการเล่าเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น และกระตุ้นให้เด็กใฝ่รู้มากขึ้นอ่านบทอาขยานสั้นๆ ง่ายๆ หรือคำคล้องจอง จะช่วยให้เด็กเรียนรู้พื้นฐานของระบบเสียงที่เกี่ยวข้องกับการอ่านได้ง่ายขึ้นสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เรื่องลำดับก่อนหลัง สิ่งที่เป็นนามธรรม ได้แก่ สี ขนาด จำนวน เป็นต้นสอนให้เด็กรู้จักคำศัพท์หรือคำพูดที่บอกอารมณ์ความรู้สึกทั้งของตนเองและผู้อื่น เช่น ถ้าเด็กรู้สึกโกรธ เมื่อถูกแย่งของเล่น ควรสอนให้เด็กเข้าใจว่า อารมณ์ที่เกิดขึ้นคือ อารมณ์โกรธ โดยพูดว่าหนูรู้สึกโกรธที่ถูกแย่งของเล่นเมื่อเด็กพูดคำหยาบ ไม่ควรดุหรือลงโทษ เพราะเด็กยังไม่เข้าใจความหมายของคำหยาบ ควรสอนให้ใช้คำอื่นแทน

พัฒนาการทางภาษาและการส่งเสริมเด็กในช่วงปฐมวัย หรือวัย 3-4 ปี ถือเป็นช่วงตกผลึกทางภาษา เด็กจะมีพัฒนาการดีในด้านการใช้ภาษา เรียนรู้คำใหม่ๆ ได้มากขึ้น ออกเสียงได้สมบูรณ์ ถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี มีการใช้ภาษาได้ถูกต้อง และมักจะชอบถามคำถามถึงสิ่งต่างๆ รอบตัวเด็กในช่วงอายุ 3-4 ปี จะอยู่ในระยะขยาย (The Stage of Expansion) จะเริ่มหัดพูดเป็นคำๆ ระยะแรกจะเป็นการพูดโดยเรียกชื่อคำนาม เรียกชื่อคนที่อยู่รอบข้าง สิ่งของต่างๆ ที่อยู่รอบตัว รวมทั้งคำคุณศัพท์ที่เด็กได้ยินผู้ใหญ่พูดกันเด็ก วัยนี้มีความสนใจสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว เช่น คน สัตว์ สิ่งของ ธรรมชาติ ของเล่น ชอบฟังคำพูดซ้ำๆ สั้นๆ คําคล้องจอง ชอบฟังนิทานสั้นๆ ดูการ์ตูน ชอบดูรูป สี ดูตัวหนังสือน้อย ดูรูปมาก แต่เด็กวัยนี้จะมีความสนใจในระยะสั้นมาก ประมาณ 5–10 นาที

Posted in อินเตอร์เน็ต | Comments Off on การส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาของเด็กวัย 3-4 ปี

การเลี้ยงดูเด็กในยุคดิจิตอลกับครอบครัวไทยในปัจจุบัน

ในโลกยุคปัจจุบันที่ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์ ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราต้องยอมรับว่าเด็กรุ่นใหม่เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้เทคโนโลยี จนกลายเป็นปัจจัยที่ห้าของชีวิตไปแล้ว ในทางกลับกัน ขณะที่ยุคดิจิตอลกำลังรุ่งเรืองนั้น มีกระแสสร้างความตื่นเต้นให้กับสังคมไทยกับสถิติที่น่าวิตกกังวลใจ ทุกวันนี้คนไทย การดำเนินชีวิตประจำวันล้วนมีเรื่องของเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งนั้น ในยุคของการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ทำให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เป็นที่หน้าสังเกตว่า ความสัมพันธ์ ตลอดจนรูปแบบการดำเนินชีวิตของครอบครัวไทย ในปัจจุบันมีความแตกต่างไปจากครอบครัวไทยในอดีต พ่อ แม่ ลูก ห่างเหินกันมากขึ้น แต่ละคนต่างเป็นอิสระต่อกัน มีทิศทางของตนเองทุกคนในครอบครัวใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่สังคมนอกบ้านทำงานหนัก เรียนหนัก บ้านเป็นเพียงที่พักพิงยามสมาชิกหมดภารกิจพ่อแม่ ผู้ปกครอง ก็มีวิธีการเลี้ยงดูหลานที่แตกต่างไปจากเดิม พ่อ แม่ทำงานเหนื่อยกลับมาบ้านอยากพักผ่อนบ้างเป็นผลใกล้คราวใกล้ชิดสนิทสนมตามแบบธรรมเนียมไทยลดลง หลายครอบครัวเลี้ยงลูกด้วยวิทยาการสมัยใหม่ให้เครื่องยนต์กลไกเป็นผู้ดูแลอบรมสั่งสอนลูกแทนตน ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ วีดิโอ อุปกรณ์การเล่นอันทันสมัยนานาชนิด

อีกอย่างหนึ่งที่ตามมา ในยุคที่อุดมไปด้วยความเจริญรวดเร็วนี้ ก็เห็นจะได้แก่ ความวิตกกังวลของผู้เป็นพ่อแม่ ที่เกรงว่าลูกหลานของตนจะรู้น้อยกว่าเด็กอื่น ไม่ทัดเทียมลูกบ้านอื่น ดังนั้นเด็กตัวเล็กๆ จึงถูกผู้ใหญ่กักเกณฑ์ให้ทำสิ่งต่างๆ ที่เกินวัยของเข้าอยู่ตลอดเวลา สมองน้อยๆ ของพวกเขา ต้องคิด ต้องจดจำ รับรู้ความรู้วิทยาการต่างๆ มากขึ้น ต้องเรียนให้หนัก ต้องเรียนพิเศษ ต้องหาความสามารถพิเศษใส่ตัว เด็กเองก็เกิดความรับรู้ว่าตนจะต้องทำแบบนั้นเพราะ ใครๆ เขาก็ทำกัน ถ้าไม่ทำก็สู้คนอื่นไม่ได้ หรือแม้ไม่อยากทำเด็กถูกผู้ใหญ่ใส่ความคิดให้อยู่ทุกวันว่าต้องทำ แล้วสมองน้อยๆ ความคิด ความรู้สึกอันบริสุทธิ์ของเขาก็ซึมซับเอาความคิดเหล่านี้ไว้โดยปริยาย

สำหรับปัญหาที่เกี่ยวกับการพัฒนาสมองเด็กไทยในยุคดิจิตอลนั้น คือ สื่อผ่านจอทุกประเภทเปรียบเหมือนดาบ 2 คม เพราะถ้าใช้เป็น ก็ถือเป็นคุณอนันต์ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มากมาย แต่ถ้าใช้ไม่เป็น ก็จะให้โทษมหันต์เช่นกัน คุณพ่อคุณแม่อาจภูมิใจว่าลูกสามารถเล่นอุปกรณ์เหล่านี้ได้คล่องแคล่ว โดยอาจลืมไปว่า อุปกรณ์เหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กขาดปฏิสัมพันธ์กับคุณพ่อคุณแม่ ขาดทักษะการสื่อสาร 2 ทาง ในปัจจุบันการดูทีวีและการใช้สื่อผ่านจอทุกประเภทเหล่านี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก พ่อแม่จึงต้องรู้เท่าทันสื่อ รู้จักเลือกสรรรายการที่เป็นประโยชน์ และสามารถเพิ่มพูนประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ลูกน้อยมากขึ้น พ่อแม่ควรให้คำชี้แนะอยู่ข้างๆ และต้องกำหนดเวลาการใช้สื่อเหล่านี้ให้ไม่เกินวันละ 1-2 ชั่วโมง เพื่อจะได้เหลือเวลาไปทำกิจกรรมอื่นที่มีประโยชน์เช่นกัน และเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 ปียังไม่ควรดูทีวี

Posted in อินเตอร์เน็ต | Tagged | Comments Off on การเลี้ยงดูเด็กในยุคดิจิตอลกับครอบครัวไทยในปัจจุบัน

สิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กและความเอาใจใส่จากพ่อแม่และผู้ใหญ่ในสังคม

16

เด็กทุกคนที่เกิดมา ต้องการความรักและความเอาใจใส่จากพ่อแม่และผู้ใหญ่ในสังคม นอกจากนี้พ่อแม่ ผู้ใหญ่ก็จะต้องปฏิบัติต่อเด็กในฐานะที่เป็นมนุษย์ด้วยกัน ต้องไม่ดูถูกเหยียดหยามเด็กที่มีเชื้อชาติ หรือสีผิว หรือมีฐานะแตกต่างไปจากตน ไม่ว่าจะใช้ความรุนแรงรูปแบบต่างๆ ต่อเด็ก พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีและกระทำในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อเด็ก ทั้งนี้เพื่อทำให้เด็กอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขและเติบโตเป็นคนดีของสังคม เด็กทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็กที่ด้อยโอกาสในลักษณะใดก็ตาม เช่น เด็กพิการ เด็กที่ถูกทอดทิ้ง เด็กเร่ร่อน เด็กถูกทารุณกรรม เด็กที่ถูกใช้แรงงานอย่างผิดกฎหมายและโสเภณีเด็กจะต้องได้รับสิทธิพื้นฐาน 4 ประการ ดังนี้

สิทธิในการมีชีวิต เด็กทุกคนเมื่อเกิดมาแล้วจะมีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ไม่ว่าจะเกิดมามีร่างกายที่สมบูรณ์หรือไม่ก็ตาม โดยเด็กที่เกิดมาต้องได้รับการจดทะเบียนการเกิด มีสิทธิที่จะได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีที่สุด ทั้งด้านสุขภาพร่างกาย จิตใจ ที่พักอาศัย โภชนาการและการบริการทางการแพทย์เมื่อป่วยไข้ โดยบิดา มารดา ญาติพี่น้องหรือรัฐ เพื่อให้อยู่รอดและเจริญเติบโต สิทธิในการมีชีวิต เช่น สิทธิรับวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ สิทธิที่จะได้รับอาหารในปริมาณที่เพียงพอและสะอาด สิทธิที่จะได้รับปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เป็นต้น

สิทธิในด้านพัฒนาการ เด็กทุกคนจะได้รับสิทธิให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่เหมาะสมกับพัฒนาการด้านร่างกาย จิตใจ สังคม รวมถึงความต้องการ ความพึงพอใจ และความสุขของเด็ก ได้แก่ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมครอบครัว ของโรงเรียน และสังคมที่เด็กอยู่ได้อย่างมีความสุข ได้มีโอกาสเล่น พักผ่อน ได้รับข้อมูลข่าวสาร มีอิสระในการคิดและการแสดงออก ได้รับการกล่อมเกลาทางด้านจิตใจ ความรู้ ความคิดที่เหมาะสมกับวัย ที่สำคัญที่สุด เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี

สิทธิในการมีส่วนร่วม เป็นสิทธิที่ให้ความสำคัญกับการแสดงออกทั้งในด้านความคิดและการกระทำของเด็ก ในการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่อาศัยอยู่ รวมทั้งสิทธิในการปกป้องเรียกร้องผลกระทบที่เกิดกับชีวิตความเป็นอยู่ของเด็ก ด้วยการอนุญาตให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตนเองและสามารถแสดงความคิดเห็นโดยไม่กระทบสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น

Posted in อินเตอร์เน็ต | Comments Off on สิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กและความเอาใจใส่จากพ่อแม่และผู้ใหญ่ในสังคม

สิทธิการคุ้มครองเด็กที่ตกเป็นเหยื่อของการใช้ความรุนแรง

ThuJune201116839_DSC_3505
การคุ้มครองเด็ก เป็นการป้องกันและการจัดการกับความรุนแรง การแสวงประโยชน์และการกระทำมิชอบต่อเด็กซึ่งรวมถึงการแสวงประโยชน์ทางเพศเพื่อการพาณิชย์ การค้ามนุษย์ การใช้แรงงานเด็กและจารีตประเพณีต่างๆที่เป็นภัยต่อเด็ก เช่นการแต่งงานก่อนวัยอันควร การคุ้มครองเด็กมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ความช่วยเหลือเด็กที่ตกเป็นเหยื่อหรือที่เสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของการใช้ความรุนแรง การกระทำมิชอบ การแสวงประโยชน์และการละเลยทอดทิ้งเด็ก โดยรวมถึงเด็กกำพร้า เด็กเร่รอน เด็กที่ไม่มีสูติบัตร เด็กไร้สัญชาติ เด็กที่กระทำผิดกฎหมาย และเด็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ถ้าหากไม่ได้รับการคุ้มครองที่เหมาะสมเด็กเหล่านี้จะตกอยู่ในสภาพเสี่ยงต่อภัยอันตรายหลายประการ เช่น การได้รับบาดเจ็บและการเสียชีวิต การขาดพัฒนาการทางร่างกายและสติปัญญา การติดเชื้อเอชไอวี การขาดโอกาสทางการศึกษา การต้องพลัดถิ่น การไร้ถิ่นฐานที่อยู่และการเร่ร่อน

ปัจจุบันในประเทศไทยมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ออกเดินทางเคลื่อนย้าย จากภูมิลำเนาของตัวเองและครอบครัวไปยังที่อื่นเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า ทั้งที่เป็นการเคลื่อนย้ายภายในประเทศและข้ามพรมแดนมา โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้านในลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ พม่า กัมพูชา และลาว การเคลื่อนย้ายของเด็กกลุ่มนี้พบว่ามีทั้งเด็กที่ติดตามมากับผู้ปกครองหรือเครือญาติเพื่อมาหางานทำในประเทศไทย เด็กที่เดินทางมาพร้อมกับกลุ่มเพื่อน หรือเด็กวัยเดียวกัน นอกจากนั้นยังพบว่ายังมีเด็กที่เดินทางมาเพียงลำพังหรือมีขบวนการขนคนเข้าเมืองหรือค้ามนุษย์ลักลอบนำเด็กเข้าเมืองหรือจัดการนำเด็กเคลื่อนย้ายออกจากถิ่นฐานของตน แม้จะมีบางกรณีที่เด็กพบผู้ดูแลหรือนายจ้างที่ให้การดูแลเป็นอย่างดีแต่ก็มีจำนวนน้อยมาก เด็กส่วนใหญ่ที่ย้ายถิ่นยังคงมีความเสี่ยงที่จะถูกแสวงประโยชน์ โดยตกอยู่ในสภาพการทำงานที่เลวร้ายหรือถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศ

พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มีหลักการสำคัญคือ การระดมทรัพยากรทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมดูแล ปกป้อง คุ้มครองเด็กโดยอาศัยการดำเนินงานแบบสหวิชาชีพ เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก กฎหมายฉบับนี้ได้วางระบบการ สงเคราะห์คุ้มครอง สวัสดิภาพและการส่งเสริมความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาและส่งเสริมความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา และส่งเสริมหน้าที่ความรับผิดชอบของครอบครัว ชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน ในการร่วมมือกันคุ้มครองเด็ก โดยไม่พึ่งทรัพยากรจากภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546ไม่ใช่กฎหมายเพื่อลงโทษผู้ปกครอง แต่มีเจตนาสนับสนุนให้ผู้ปกครองเลี้ยงดูบุตร ได้โดยไม่ขัดต่อประเพณีปฏิบัติอันดีงามโดยรัฐพร้อมจะให้ความช่วยเหลือ แก่ครอบครัวเมื่อจำเป็น กฎหมายนี้จึงเป็นเสมือนคู่มือสะท้อนให้ผู้ปกครองตระหนักถึงบทบาทหน้าที่และสิ่งอันควรปฏิบัติเพื่อสามารถเลี้ยงดูเด็กให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพและปลอดภัย

Posted in อินเตอร์เน็ต | Tagged | Comments Off on สิทธิการคุ้มครองเด็กที่ตกเป็นเหยื่อของการใช้ความรุนแรง

การดูแลเด็กออทิสติกให้ได้รับพัฒนาการที่ดี

article-2181542-144E0375000005DC-170_634x423
ออทิสติก (Autistic) เป็นความผิดปกติของพัฒนาการเด็กรูปแบบหนึ่งซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัว โดยเด็กไม่สามารถพัฒนาทักษะทางสังคมและการสื่อความหมายได้เหมาะสมตามวัย มีลักษณะพฤติกรรม กิจกรรม และความสนใจเป็นแบบแผนซ้ำๆ จำกัดเฉพาะบางเรื่องและไม่ยืดหยุ่น ปัญหาดังกล่าวเป็นตั้งแต่เล็กส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการดำรงชีวิต ซึ่งยังไม่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดได้ ถึงแม้ว่ายังไม่ทราบสาเหตุก็ใช่ว่าจะทำอะไรไม่ได้เลย เนื่องจากการดูแลช่วยเหลือในปัจจุบันสามารถช่วยให้เด็กกลุ่มนี้ดีขึ้นได้มาก โดยเฉพาะถ้าได้รับการวินิจฉัยและดูแลช่วยเหลืออย่างเหมาะสมตั้งแต่อายุน้อยๆ และทำอย่างต่อเนื่อง ยังไม่มีวิธีการบำบัดรักษาที่จำเพาะเจาะจงให้หายขาดได้ แต่สามารถช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาได้ และพัฒนาได้ดีด้วย

โรคนี้เป็นกลุ่มของโรคที่มีสาเหตุจากความผิดปกติของสมอง แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นสมองส่วนใด ที่ทำให้เกิดความบกพร่องของพัฒนาการด้านภาษาและสังคม โดยความรุนแรงของแต่ละโรคในกลุ่มแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับพัฒนาการทางภาษา ไอคิว และความผิดปกติอื่นๆที่พบร่วมด้วย และจากการสำรวจพบว่าเด็กเป็นออทิสติกมีแนวโน้มสูงขึ้นในทุกประเทศทั่วโลก และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง ในผลสำรวจเด็กที่ป่วยพบว่ากลุ่มเสี่ยงจะอยู่กลุ่มที่แม่มีปัญหาในระหว่างตั้งครรภ์ มีปัญหาระหว่างคลอด หรือหลังคลอด อย่างเช่น สมองของลูกทำงานผิดปกติเนื่องจากการติดเชื้อ อุบัติเหตุ หรือได้รับสารพิษ เช่น สารตะกั่ว หลังคลอดเป็นต้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กกลุ่มเสี่ยงจะเป็นเด็กพิเศษทุกคน และเด็กที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็อาจเป็นออกทิสติกได้เช่นกัน

วิธีการบำบัดรักษาควรทำเป็นทีมซึ่ง ประกอบด้วยกุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็ก นักกิจกรรมบำบัด นักแก้ไขการพูด ครูที่โรงเรียน นักการศึกษาพิเศษ และบุคคลที่สำคัญที่สุด คือคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองที่บ้าน เนื่องจากการเลี้ยงดูมีผลต่อการส่งเสริม และสนับสนุนให้เด็กมีพฤติกรรมที่ถูกต้องเหมาะสมได้ เด็กออทิสติกจะมีความสามารถของตัวรับความรู้สึกและกระบวนการนำความรู้สึกไปที่สมองผิดปกติ โดยเฉพาะด้านระบบการทรงตัว การรับสัมผัส และการรับความรู้สึกจากเอ็นและข้อ ดังนั้น การรักษาเฉพาะทางกิจกรรมบำบัดสามารถให้การกระตุ้นระบบการประมวลผลการรับข้อมูลความรู้สึกของเด็กให้มีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้ ซึ่งการเลือกใช้วิธีการบำบัดรักษาหรือเทคนิคเฉพาะทางกิจกรรมบำบัดควรปรึกษา หรือได้รับความเห็นชอบจากนักกิจกรรมบำบัดที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางก่อนลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เนื่องจากเด็กออทิสติกแต่ละคนจะมีอาการและพฤติกรรมที่มีระดับความรุนแรงแตกต่างกัน รวมถึงความแตกต่างทางศักยภาพ และความสามารถในการพัฒนาของเด็กแต่ละราย และปัจจัยอื่นๆอีก

Posted in อินเตอร์เน็ต | Tagged | Comments Off on การดูแลเด็กออทิสติกให้ได้รับพัฒนาการที่ดี

การให้ความสำคัญในการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ

เด็ก คือทรัพยากรที่สำคัญยิ่งของประเทศชาติ ซึ่งจะเป็นกำลังที่สำคัญในการพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าและมั่นคง อีกทั้งเป็นผู้ที่จะต้องเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า เพื่อทำหน้าที่ดูแลสังคมตลอดจนเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ความเปลี่ยนแปลง และอื่นๆ ดังนั้นทุกสังคมจึงให้ความสำคัญแก่เด็ก และจัดให้มีวันเด็กขึ้นทุกปี เพื่อให้เด็กรู้ถึงความสำคัญของตนเอง จะได้ประพฤติปฏิบัติตนให้สมกับเป็นผู้ที่มีความสำคัญของประเทศชาติ ด้วยการตั้งใจใฝ่ศึกษาเรียนรู้ ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัย รู้จักการใช้เวลา ความคิด มีความขยันหมั่นเพียร มีความรับผิดชอบ และซื่อสัตย์สุจริต ฯลฯ

วันเด็กแห่งชาติของทุกๆปี เรามักจะเห็นภาพหน่วยงาน องค์กร บริษัท ห้างร้านต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมแรงร่วมใจให้การสนับสนุนและร่วมกันจัดงานเพื่อส่งมอบความสุขให้กับเด็กๆกันอย่างถ้วนหน้า ส่วนใหญ่เรามักจะเห็นภาพเช่นนี้จนคุ้นชินเพียงเฉพาะในวันเด็กแห่งชาติเท่านั้นเอง จนหลายครั้งได้แอบหวังว่าถ้าหากทุกภาคส่วนในสังคมที่มีความพร้อมช่วยเหลือสังคมได้ร่วมแรงผสานใจหยิบยื่นแบ่งปันรินน้ำใจไมตรีส่งผ่านไปยังกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในสังคมได้มีพลังความพร้อมที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น อย่างน้อยก็จะช่วยขจัดความแตกต่างลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมลงได้บ้าง

โดยงานวันเด็กแห่งชาติจัดขึ้นทุกปีในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมจนถึง พ.ศ. 2506 และใน พ.ศ. 2507 ไม่สามารถจัดงานวันเด็กได้ทัน จึงได้เริ่มจัดอีกครั้งในปี พ.ศ. 2508 โดยเปลี่ยนเป็นวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม เนื่องจากเห็นว่าเป็นช่วงหมดฤดูฝนและเป็นวันหยุดราชการจนถึงทุกวันนี้ เพื่อให้ประชาชนเห็นความสำคัญและความต้องการของเด็ก และเพื่อกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนในประเทศ โดยปลูกฝังให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคม เตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกำลังของชาติ โดยการจัดงานเฉลิมฉลองวันเด็กแห่งชาติในแต่ละประเทศขณะนั้นมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่ โดยยึดหลักการให้ความสำคัญแก่เด็กเป็นวัตถุประสงค์หลัก โดยเปิดสถานที่ราชการที่สำคัญเช่น พิพิธภัณฑ์ รัฐสภา เป็นต้น เพื่อให้เด็กๆได้เข้าชมและศึกษา บางแห่งจัดการแสดงมหรสพ มีการแจกอาหาร แข่งขันเกม แจกของขวัญ ฯลฯ ต่อมางานนี้ได้รับความสำคัญทั่วโลกจึงได้จัดกันแพร่หลายมาถึงปัจจุบัน

Posted in อินเตอร์เน็ต | Tagged | Comments Off on การให้ความสำคัญในการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ

เลี้ยงลูกยุคไอแพ็ด อิทธิพลของเทคโนโลยีต่อเด็ก

ในขณะที่เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว ตลอดจนการดำเนินชีวิตของครอบครัวไทยมีความแตกต่างไปจากเดิม การเลี้ยงลูกในยุคปัจจุบันดูจะเป็นปัญหาสำหรับพ่อแม่ไม่ใช่น้อย ว่าควรจะเลี้ยงอย่างไรให้เด็กเติบโตเป็นคนดีและมีคุณภาพ

เด็กใช้ไอแพด ไอโฟน แทปเล็ด อย่างคล่องแคล่วเหมือนที่ผู้ใหญ่ พ่อแม่กำลังเลี้ยงลูกในสภาพแวดล้อมที่ไฮเทค แล้วอิทธิพลของเทคโนโลยีจะส่งต่อเด็กอย่างไร คุณเคยประหลาดใจบ้างไหมเวลาเห็นเด็กอายุ 2 ขวบกำลังใช้ไอแพดอย่างคล่องแคล่วเหมือนที่ผู้ใหญ่ทำ เชื่อหรือไม่ว่านี่คือความจริงที่บรรดาผู้ปกครองกำลังพบว่าพวกเขากำลังเลี้ยงดูลูกในสภาพแวดล้อมที่ไฮเทค เด็ก ๆ เหล่านั้นใช้เทคโนโลยีได้ดีเหมือนกับการปล่อยเป็ดลงน้ำทีเดียว คุณอาจเกิดความรู้สึกว่าเทคโนโลยีเปรียบเหมือนสายน้ำซึ่งไม่มีวันหยุดไหล ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ลูกของคุณ จะเติบโตเป็นคนยุคดิจิตัลตั้งแต่เกิด การเติบโตมากับเทคโนโลยีที่มาพร้อมกับความถูกต้องเป็นข้อได้เปรียบสำหรับเด็กยุคไอแพดแน่นอน แต่การมาพร้อมกับความถูกต้องไม่ได้เป็นเรื่องที่เชื่อถือได้มากมายเช่นกัน

เด็กยุคไอแพ็ดกับการสื่อสาร
ด้านดีเกี่ยวกับสังคมยุคเทคโนโลยีก็คือ เด็กยุคไอแพ็ดสามารถรับข้อมูลข่าวสารแค่ปลายนิ้วสัมผัส บางทีคุณอาจได้เห็นกับตามาแล้วเวลาที่ลูกคุณเข้ายูทูบเพื่อค้นหาทำนองหรือรูปแบบที่แตกต่างของเพลงกล่อมสุดโปรดอย่างสบายอารมณ์ นี่เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะว่าเด็ก ๆ เป็นพวกชอบการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ นอกจากนี้พวกเขาสามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างฉับไวจากทุกมุมโลก หากคุณมีครอบครัวอยู่ต่างประเทศก็นับว่าเป็นเรื่องดีเพราะพวกเขาไม่ต้องกลายเป็นคนแปลกหน้าของลูกคุณ เพียงแต่พวกเขารู้วิธีการใช้สไกป์ กูเกิ้ลแฮงเอ้าท์ หรือวอทแซบบ์

อีกมุมมองหนี่งก็คือ มันมีอัตรายมากมายในโลกอินเตอร์เน็ต มีความผิดพลาดด้านข่าวสารมากมาย  รวมถึงสิ่งล่อใจเช่นการหลอกลวงแนะนำให้ใช้ยาเสพติด  เกมออนไลน์ และสิ่งลามก การคุกคามในโลกไซเบอร์เป็นมาตรฐานใหม่ อาจเป็นโชคร้ายที่บรรดาผู้ปกครองมองไม่เห็น
การเลี้ยงดูเด็กยุคไอแพ็ด
ในฐานะที่เป็นผู้ปกครองของเด็กยุคไอแพ็ด อย่ารีบร้อนที่จะคิดว่าคุณจะเลี้ยงดูลูกของคุณอย่างไร การหลีกเลี่ยงเทคโนโลยีทั้งหมดไม่ใช่คำตอบในเมื่อเด็กๆทั้งหลายต้องเป็นเด็กยุคดิจิตัลเพื่อความอยู่รอดในโลกแห่งอนาคต แต่การเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ บรรดาผู้ปกครองคงจะต้องกำหนดมาตรการว่าจะอนุญาตให้เด็กใช้อุปกรณ์ เช่น  ไอแพ็ดและสมาร์ทโฟนรวมถึงแอปต่างๆอย่างไร และวางกฏการใช้ว่า จะใช้อุปกรณ์เหล่านั้นได้บ่อยและนานแค่ไหน

Posted in อินเตอร์เน็ต | Tagged , | Comments Off on เลี้ยงลูกยุคไอแพ็ด อิทธิพลของเทคโนโลยีต่อเด็ก

เด็กติดเทคโนโลยีมีผลต่อกระทบพัฒนาการ

เด็กสมัยนี้ เพียงแค่ไม่กี่ขวบก็ใช้คอมพิวเตอร์ เล่น iPad iPhone ของคุณพ่อคุณแม่กันเป็นแล้ว กดปุ่ม เลื่อนสไลด์กันได้อย่างคุ้นเคย เพิ่มขึ้นจากสื่อเดิมๆ อย่างทีวี หรือคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งอิทธิพลจากเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถเข้าถึงเด็กๆ ได้อย่างรวดเร็วมากกว่าเดิม และส่งผลกระทบต่อเด็กพอสมควรทีเดียว

เข้าถึงเทคโนโลยีเร็วขึ้น
ในปัจจุบันเด็กเล็กๆ เข้าถึงเทคโนโลยีรวดเร็วมาก ซึ่งสำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปีถือว่าเร็วไปมาก เพราะในอายุระหว่าง 1-3 ปีนี้ เด็กควรพัฒนาการเคลื่อนไหว พื้นฐานการช่วยเหลือตัวเอง เรียนรู้ทักษะทางด้านสังคมรวมทั้งการสื่อสารกับผู้อื่นเป็นหลัก เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนการเรียนรู้ผ่านการเล่นกลางแจ้ง การทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้ นอกจากนั้นพื้นฐานของพัฒนาการซึ่งมีความจำเป็นในการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ก็ยังพัฒนาได้ไม่ดี เช่น การควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อมือ การทำงานที่ประสานกันระหว่างสายตาและมือ ช่วงวัยนี้เด็กยังไม่สามารถเข้าถึงสื่อต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นบทบาทหน้าที่ของคุณพ่อ คุณแม่ที่จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของการเข้าถึงสื่อและเทคโนโลยีตามบริบท และบรรทัดฐานของครอบครัว อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้ใช้เทคโนโลยีโดยมีเป้าหมายส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กในช่วงวัยนี้

ผลกระทบต่อพัฒนาการ
การเร่งเด็กมากเกินความสามารถและพัฒนาการตามวัยของเขา ทำให้เด็กเสียโอกาสการเรียนรู้อย่างเหมาะสมตามวัย เพราะการเรียนรู้อย่างเหมาะสมเป็นขั้นตอนจะเป็นพื้นฐานที่ดีต่อการต่อยอดความสามารถด้านอื่น เช่น เทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กในช่วงวัยนี้อาจทำให้เด็กซึ่งควรได้รับการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวให้คล่องขึ้น มีการเคลื่อนไหวน้อยลง ทำให้ไม่สามารถพัฒนาตัวเองด้านนี้ได้เต็มที่ อาจทำให้เป็นเด็กที่เฉื่อยชา ซึ่งหมายถึงมีความล่าช้าของพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว ไม่ชอบการออกกำลังกาย ไม่ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง เมื่อออกกำลังกายน้อยลงหากรับประทานเท่าเดิม หรือรับประทานมากขึ้นแต่มีการเคลื่อนไหวน้อยก็จะเกิดโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกินตามมาได้ การให้เด็กอยู่กับเทคโนโลยีมากเกินความจำเป็นยังทำให้เด็กขาดทักษะในการติดต่อสื่อสารผ่านการพูดคุยกับผู้อื่น ทักษะในการปรับตัวเข้าหาผู้อื่น รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักต่อรอง รู้จักอดทนรอคอย ซึ่งเป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิตต่อไปในอนาคตของเขา นอกจากนี้เด็กอาจได้เรียนรู้แบบอย่างที่ไม่ดีผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น จากรายการโทรทัศน์ จากโฆษณา หรือเกมคอมพิวเตอร์ต่างๆ ซึ่งอาจมีความรุนแรงหรือสอดแทรกค่านิยมที่ไม่เหมาะสมผ่านสื่อต่างๆเหล่านั้น นอกจากนี้อาจมีผลกระทบทางด้านสุขภาพร่างกายของเด็กเล็กๆ เช่น แสงจากจอคอมพิวเตอร์ หรือโทรทัศน์ที่ไม่เหมาะสมอาจมีผลต่อสายตาและการมองเห็นของเด็กได้

เทคโนโลยีนั้นอาจมีประโยชน์ หากเราใช้ให้เป็น แต่ก็อาจเป็นดาบสองคม หากเอามาใช้ผิดเพี้ยนไป หากสำหรับเด็กแล้ว ควรวางรากฐานพัฒนาการให้ได้พัฒนาอย่างเต็มที่ก่อน ซึ่งมีหลายเรื่องให้ได้เรียนรู้ โดยไม่จำเป็นที่ต้องเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีเสมอไป

Posted in อินเตอร์เน็ต | Tagged | Comments Off on เด็กติดเทคโนโลยีมีผลต่อกระทบพัฒนาการ

เทคโนโลยีกับการเลี้ยงลูกเรื่องที่พ่อแม่ควรเท่าทัน

ปัจจุบันวิถีชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก ด้วยปัจจัยหลายอย่างทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง โดยเฉพาะการหลั่งไหลเข้ามาของวัฒนธรรมต่างชาติ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ครอบครัวไทยเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยก่อนมาก เพราะต้องดิ้นรนทำมาหากิน ส่งผลให้ความใกล้ชิด และการดูแลเอาใจใส่ระหว่างกันมีน้อยลง

“สังคมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราจึงต้องปรับตัวตามยุคสมัยให้ทัน โชคดีที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างอินเทอร์เน็ตหรือโซเชียลเน็ตเวิร์ก เป็นผู้ช่วยสำหรับพ่อแม่เพื่อจัดระเบียบชีวิตที่วุ่นวายทั้งการงานและครอบครัวให้สมดุล เช่น เมื่อก่อนมีปัญหาเรื่องเลี้ยงลูกก็ถามปู่ย่า เดี๋ยวนี้แค่เสิร์ชหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต หรือเข้าไปดูตามเว็บบอร์ดต่างๆ ก็มีข้อมูลให้มากมาย และยังช่วยบริหารเวลาที่มีอยู่น้อยได้อย่างคุ้มค่า เพิ่มความมั่นใจและมีความสุขในการเลี้ยงลูกมากขึ้น”

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่า เทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นตัวช่วยให้กับพ่อแม่ยุคใหม่ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องให้ความใส่ใจด้วยก็คือ พ่อแม่ต้องรู้เท่าทันถึงคุณประโยชน์และโทษของเทคโนโลยีเหล่านี้ รวมถึงหากมีการนำเทคโนโลยีมาใช้กับลูกต้องปรับการใช้งานให้เหมาะสมตามวัยและพัฒนาการ “ก่อนอื่นพ่อแม่ต้องตั้งเป้าหมายและประโยชน์ที่ต้องการให้ลูกได้รับจากสื่อนั้นๆ สำคัญคือต้องรู้จักธรรมชาติของลูกเราด้วยว่าควรจะสอนอย่างไรให้เหมาะสม ขณะที่เราเลี้ยงลูกเราจะรู้ได้เองจากการสังเกตว่าลูกสนใจอะไร มีความถนัดด้านใด ก็ควรส่งเสริมให้ไปในทางที่เขาชอบ ไม่ควรกีดกันหรือห้ามลูกไม่ให้สัมผัสกับอินเทอร์เน็ตหรือเทคโนโลยีใดๆ เลย ตรงกันข้ามควรส่งเสริมให้เขาได้ฝึกใช้เพื่อตามโลกได้ทัน”

การให้ลูกเข้าใช้สื่อ หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ควรอยู่ในความดูแลของพ่อแม่อย่างใกล้ชิดและมีกฎกติกาชัดเจนด้วย เช่น ตั้งกฎให้ลูกเล่นเกม หรืออินเทอร์เน็ตหลังจากทำการบ้านเสร็จเรียบร้อย ควรให้พักสายตาทุก ๆ 20-30 นาที เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาสายตาสั้นไปจนถึงต้อกระจกในเด็ก หมั่นชวนลูกละจากหน้าจอไปทำกิจกรรมอื่น ๆ บ้าง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติและช่วยพัฒนาทักษะรอบด้าน หากออกนอกลู่นอกทางก็ตักเตือน แต่ไม่ควรไปเร่งรัดมากเกินไป ทุกอย่างต้องเป็นไปตามธรรมชาติ

ดังนั้น ไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด ขอเพียงคุณพ่อคุณแม่รู้จักปรับตัว และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่รอบกายอย่างรู้เท่าทันและเหมาะสม ก็จะสามารถหล่อหลอมให้ครอบครัวเข้มแข็งและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในโลกสมัยใหม่ได้

Posted in อินเตอร์เน็ต | Tagged , | Comments Off on เทคโนโลยีกับการเลี้ยงลูกเรื่องที่พ่อแม่ควรเท่าทัน